เรามุ่งมั่นที่จะรวบรวมหลักการประพันธ์ทั้งหลายไว้ ไม่ว่าจะเป็น โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ร่าย ลิลิต และกลบท นับแต่ครั้งโบราณมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้ลูกหลานและผู้ที่สนใจได้ศึกษา และดำรงคงไว้ให้คู่กับชาติไทยสืบไป

ฉันท์

ฉันท์ คือลักษณะถ้อยคำ ที่กวีได้ร้อยกรองขึ้น ไห้เกิดความไพเราะ ซาบซึ้ง โดยกำหนดคณะ ครุลหุ และสัมผัสไว้ เป็นมาตรฐาน

ฉันท์นี้ไทยได้ถ่ายแบบมาจากอินเดีย ของเดิมแต่งเป็นภาษาบาลี และสันสกฤต โดยเฉพาะในภาษาบาลี เขามีตำราที่กล่าวถึง วิธีแต่งฉันท์ไว้ เป็นแบบฉบับ เรียกชื่อว่า "คัมภีร์วุตโตทัย" แล้วต่อมาไทยเราได้จำลองแบบ มาแต่งในภาษาไทย โดยเพิ่มเติม บังคับสัมผัสขึ้น เพื่อให้เกิดความไพเราะ ตามแบบนิยมของไทย ซึ่งในภาษาเดิมของเขา หามีไม่

ฉันท์ในภาษาบาลี แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ ฉันท์วรรณพฤติ กับฉันท์มาตราพฤติ

ฉันท์ใด กำหนดด้วยตัวอักษร คือ วางคณะ และกำหนดเสียงหนักเบา ที่เรียกว่า ครุลหุ เป็นสำคัญ ฉันท์นั้นเรียกว่า วรรณพฤติ


ฉันท์ใด กำหนดด้วยมาตรา คือ วางจังหวะสั้นยาว ของมาตราเสียง เป็นสำคัญ นับคำลหุเป็น ๑ มาตรา คำครุ นับเป็น ๒ มาตรา ไม่กำหนดตัวอักษร เหมือนอย่างวรรณพฤติ ฉันท์นั้นเรียกว่า มาตราพฤติ

ฉันท์มีชื่อต่างๆตามที่ปรากฏในคัมภีร์วุตโตทัยมีถึง ๑๐๘ ฉันท์ แต่ไทยเราดัดแปลง เอามาใช้ไม่หมด เลือกเอามาแต่เฉพาะที่เห็นว่าไพเราะ มีทำนองอ่านสละสลวย และเหมาะแก่การที่จะบรรจุคำในภาษาไทยได้ดี เท่านั้น

ฉันท์ที่นิยมแต่งในภาษาไทย เป็นฉันท์วรรณพฤติเป็นพื้น ที่เป็นมาตราพฤติ ไม่ใคร่จะนิยมแต่ง เพราะจังหวะ และทำนองที่อ่านในภาษาไทย ไม่สู้จะไพเราะ เหมือนฉันท์วรรณพฤติ แม้ฉันท์วรรณพฤติ ที่ท่านแปลงมาเป็นแบบในภาษาไทยแล้ว ก็ไม่นิยมแต่งกันทั้งหมด เท่าที่สังเกตดู ในคำฉันท์เก่าๆ มักนิยมแต่งกันอยู่เพียง ๖ ฉันท์เท่านั้น คือ

- อินทรวิเชียรฉันท์
- โตฎกฉันท์
- วสันตดิลกฉันท์
- มาลินีฉันท์
- สัททุลวิกกีฬิตฉันท์
- สัทธราฉันท์

แต่ท่านมักแต่งกาพย์ฉบัง และกาพย์สุรางคนางค์ ปนไปกับฉันท์ด้วย และคงเรียกว่า คำฉันท์เหมือนกัน

เหตุที่โบราณนิยมแต่งเฉพาะ ๖ ฉันท์ คงเป็นเพราะฉันท์ทั้ง ๖ นั้น สามารถจะแต่งเป็นภาษาไทยได้ไพเราะกว่าฉันท์อื่นๆ และท่านมักนิยมเลือกฉันท์ ให้เหมาะกับบทของท้องเรื่อง เป็นตอนๆ เช่น

บทไหว้ครู นิยมใช้ สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ หรือ สัทธราฉันท์

บทชมหรือบทคร่ำครวญ นิยมใช้ อินทรวิเชียรฉันท์ หรือ วสันตดิลกฉันท์

บทสำแดงอิทธิฤทธิ์หรืออัศจรรย์ นิยมใช้ โตฎกฉันท์ (แต่คำฉันท์เก่าๆไม่ใคร่นิยมใช้ โตฎกฉันท์)

บทดำเนินความยาวๆ ในท้องเรื่อง นิยมใช้ กาพย์ฉบัง หรือ กาพย์สุรางคนางค์

ในปัจจุบันนี้นิยมแต่งภุชงคประยาตฉันท์ เพิ่มขึ้นอีกฉันหนึ่ง และมักใช้แต่ง ในตอนพรรณนาโวหารหรือ ข้อความที่น่าตื่นเต้น

ลักษณะบังคับของฉันท์
ฉันท์ประกอบด้วยลักษณะบังคับ ๓ อย่างที่สำคัญ คือ
๑. พยางค์ ในฉันท์แบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภทคือ
     ๑.๑ พยางค์ที่มีเสียงหนัก เรียกว่า ครุ ใช้ ั เป็นสัญลักษณ์แทน ซึ่งมีลักษณะดังนี้
            - เป็นพยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงยาวในแม่ ก กา รวมทั้งสระ อำ ไอ ใอ เอา เช่น เขา ไป ดู ปลา
            - เป็นพยางค์ที่มีตัวสะกด เช่น เสือ สาง กิน หมู หมา
     ๑.๒ พยางค์ที่มีเสียงเบา เรียกว่า ลหุ ใช้ ุ เป็นสัญลักษณ์แทน ซึ่งมีลักษณะดังนี้
            - เป็นพยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงสั้นในแม่ ก กา เช่น ลุ เสาะ มิ ดุ
            - เป็นพยัญชนะตัวเดียว เช่น ธ ณ บ่ บ ฤ ก็
            - สระอำ อนุโลมให้ใช้เป็นลหุได้

การแต่งฉันท์ ต้องบรรจุคำให้ครบ ตามจำนวนที่บ่งไว้ จะบรรจุคำให้เกินกว่ากำหนด เหมือนการแต่ง โคลง กลอน และกาพย์ ไม่ได้ เว้นไว้แต่อักษรนำ อนุญาตให้เกินได้บ้าง แต่บัดนี้ ไม่ใคร่นิยมแล้ว คำใดที่กำหนดไว้ว่า เป็นครุและลหุ จะต้องเป็น ครุและลหุจริงๆ และเป็นได้ แต่เฉพาะ ตรงที่บ่งไว้ เท่านั้น จะใช้ครุและลหุ ผิดที่ไม่ได้ คำ บ ก็ดี คำที่ประสมด้วย สระอำ ในแม่ ก กา ก็ดี ใช้เป็นลหุได้ แต่บัดนี้คำที่ประสมด้วยสระอำ ไม่ใคร่นิยมใช้ เพราะถือว่า เป็นเสียงที่มีตัวสะกดแฝงอยู่ด้วย

อีกย่างหนึ่ง คำที่มี ๒ พยางค์ ที่เป็นอักษรนำ เช่น ขโมย สบาย สบถ ตลาด เสมือน สวรรค์ สถาน จะนับเป็น ๑ พยางค์ คือนับเป็นครุ หรือจะนับเป็น ๒ พยางค์ คือมี ลหุ กับ ครุ ก็ได้

๒. คณะ คณะในลักษณะบังคับของฉันท์ หมายถึง ลักษณะการเรียงกันของเสียง ครู ลหุ กลุ่มละ ๓ เสียง รวมกันเป็น ๑ คณะ ซึ่งแบ่งออกได้เป็น ๘ คณะดังนี้

มะ คณะ มาจาก มารุต หมายถึง ลม ประกอบด้วย ครู ๓ เสียงเรียงกัน ดังนี้  ั   ั   ั
นะ คณะ มาจาก นรา หมายถึง ฟ้า  ประกอบด้วย  ลหุ ๓ เสียงเรียงกัน ดังนี้  ุ  ุ  ุ
ภะ คณะ มาจาก ภูมิ หมายถึง ดิน  ประกอบด้วย ครุ ลหุ ลหุ ดังนี้   ั  ุ  ุ
ยะ คณะ มาจาก ยชมาน หมายถึง พราหมณ์ผู้บูชายัญ ประกอบด้วย ลหุ ครุ ครุ ดังนี้   ุ  ั   ั
ชะ คณะ มาจาก ชลน หมายถึง ไฟ ประกอบด้วย ลหุ ครุ ลหุ ดังนี้  ุ   ั   ุ
ระ คณะ มาจาก รวิ หมายถึง พระอาทิตย์ ประกอบด้วย ครุ ลหุ ครุ ดังนี้  ั  ุ  ั
สะ คณะ มาจาก โสม หมายถึง พระจันทร์ ประกอบด้วย ลหุ ลหุ ครุ ดังนี้   ุ  ุ  ั
ตะ คณะ มาจาก โตย หมายถึง น้ำ ประกอบด้วย ครุ ครุ ลหุ ดังนี้   ั   ั   ุ


๓. สัมผัส สัมผัสเป็นส่วนที่กวีไทยเพิ่มเติมขึ้น เพื่อปรับปรุงฉันท์ให้เข้ากับร้อยกรองไทย โดยแบ่งได้เป็น ๓ แบบด้วยกันคือ
     ๑. สัมผัสแบบกาพย์ คือ ไม่มีสัมผัสระห่างวรรคที่ ๓ กับวรรคที่ ๔ ซึ่งฉันท์ส่วนใหญ่จะส่งสัมผัสแบบนี้
     ๒. สัมผัสแบบกลอนสังขลิก คือ ไม่สัมผัสระหว่างวรรคสุดท้ายของบทแรกกับวรรคที่สองของบทต่อไป ฉันที่ส่งแบบนี้ได้แก่ฉันท์บทละ ๓ วรรค
     ๓. สัมผัสแบบกลอนสุภาพ คือ มีการส่งสัมผัสระหว่างวรรคทุกวรรค และระหว่างบทด้วย

อิงอ้างข้อมูลจาก : หนังสือลักษณะคำประพันธ์ไทย(ฉันลักษณ์)
                     โดย รศ.วิเชียร เกษประทุม(พ.ม., ศศ.บ., ค.ม.)

ฉันท์ทั้ง ๒๕ ชนิด มีชื่อ และลักษณะต่างๆ กัน ดังจะได้อธิบาย ต่อไปนี้

๑.จิตรปทาฉันท์ ๘


โอ้มนเรา
ยามวิปโยค
อกระอุร้อน
ทุกขะทวี
เคยปะระรื่น
กับวรมิตร
แนบนุชนาฏ
ร่วมรสสม
ประลุเศร้าโศก
นุชนารี
เพราะจะจรศรี
อุระตรอมตรม
สุขชื่นจิต
นิจนิยม
บมิคลาดชม
ฤดิปรีดา 

๒. วิชชุมาลาฉันท์ ๘


แรมทางกลางเถื่อน
หนึ่งใดนึกดู
หลายวันถั่นล่วง
นามเวสาลี
ผูกไมตรีจิต
กับหมู่ชาวเมือง
เล่าเรื่องเคืองขุ่น
จำเป็นมาใน
เขาแสนสมเพช
ห่างเพื่อนหาผู้
เห็นใครไป่มี
เมืองหลวงธานี
ดุ่มเดาเข้าไป
เชิงชิดชอบเชื่อง
ฉันอัชฌาสัย
ว้าวุ่นวายใจ
ด้าวต่างแดนตน
สังเกตอาการ

๓. มาณวกฉันท์ ๘


ปางศิวะเจ้า
บรรพตศานต์
ลาสรโห
ทราบมนใน
ทวย ธ กระทำ
อัศวเมธ
เคลื่อนวรองค์
สู่พรพิธี
เนา ณ พิมาน
โสภณไกร
โอ่หฤทัย
กิจพิธี
กรรมพิเศษ
ปูชยพลี
ลงปฐพี
สาทรกรรม

๔. ปมาณิกฉันท์ ๘


มะกอกมะกก
มะกล่ำมะเกลือ
พินิศพินัศ
เสลาไศล
ขจิตขจี
ระทดระทม
วิเศษวิศิษฏ์
มิแผ้วมิพาน
รุฬ์รกมะเขือ
มะเฟืองมะไฟ
ระบัดระใบ
ละลิ่วละลาน
ฤดีระดม
ก็ศูนย์ก็ศานต์
สฤษฏ์สราญ
กะหมองกะมัว

 ๕. อุปัฏฐิตาฉันท์ ๑๑

ราตรีระดะดาว
ผ่องผ่าวระพิพรรณ
สายลมปะทะกาย
ถึงคราวมละงาน
นั่งมองนภภาพ
ภาพเลือนสละไป
ชีวิตก็ฉะนั้น
กอบกรรมและก็คง
ระอุคราว ณ คิมหันต์
มนค่อยเสบยบาย
ก็สบายเกษมศานต์
บมิห่วงอะไรใคร
ก็วะวาบวิเวกใจ
บมิมีสภาพคง
ระยะสั้นสสายลง
เจอะอบายวิบัติผล



๖. อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑

ธมฺ โม หเว รกฺ –
ชนใดหทัยอิง
ซื่อสัตย์วิรัติชั้ว
เว้นทิฏฐิสารัม
พร้อมกายวจีจิต
ธรรมแลจะคุ้มครอง
ให้ปราชญ์นิราศทุกข์
หลักฐานสถาพร
ธรรมแลจะแผ่กัน
ตกต่ำถลำจน
ฉตฺตํ มหนฺตํ
เหมือนเมื่อวสันต์เท
ร่มใหญ่ผิกางกั้น
ธรรมดุจร่มหมาย
เหตุนี้ประชาชาติ
ยึดธรรมประจำชี
ขติ ธมฺมจารึ
สติยึดประพฤติธรรม
บมิกลั้ว ณ บาปกรรม
ภกิเลสและโทษผยอง
สุจริตพินิจตรอง
นรนั้นนิรันดร
ประลุสุขสโมสร
ธุระกอบก็เกิดผล
และก็กันมิให้ตน
เจอะอบายวิบัติเขว
วิย วสฺสกาเล
ชลหลั่งถะถั่งสาย
จะประกันมิเปียกกาย
เฉพราะธรรมจารี
ละประมาทประพฤติดี
วิตเถิดประเสริฐแล



๗. อุเปนทรวิเชียรฉันท์ ๑๑


พระพุทธเจ้าผู้
มหาธิคุณอัน
พระเกิดตระกูลขัต
ณ เดือนพิศาขปู
ละราชบิดร
ประกอบกุศลสรรพ์
ก็ตรัสรู้เสร็จ
แนะธรรมบรรยาย
อสีติชนม์ครบ
วิศาขมาสตอน
ประสูติและนิพพาน
และตรัสรู้แจ้ง
วรครูประเสริฐครัน
อดิบารมีฟู
ติยะรัฐดำรู
รณมีพิสุทธิ์พรรณ
บทจร ณ ไพรวัน
ลุวิโมกข์วิมุติหมาย
พระเสด็จแสดงกาย
อนุศาสน์ประชากร
จะประสบนิพานจร
ดิถีเพ็ญพิไลแสง
เฉพาะกาลพิเศษแสดง
ณ วิศาขมาสเพ็ญ



๘. อุปชาติฉันท์ ๑๑


แน่ะไทยจะไร้ชาติ
เกียจคร้านละงานเอา
ปล่อยชาววิเทศถั่ง
และกอบประโยชน์ผล
อุสาหกรรมสร้าง
แทรกแน่น ณ แผ่นดิน
ท่วมไทยเพราะไทยท้อ
เถอะนานจะบรรลัย
เพราะประมาทและมัวเมา
สุขเพียงเฉพาะตน
จรหลั่งธราดล
อุปโภคทรัพย์สิน
ธุระต่างก็จงจินต์
ดุจธารนทีไหล
บ่มิก่อประโยชน์ใด
และจะสิ้นจะสูญพันธุ์



๙. สาลินีฉันท์ ๑๑


เกียจคร้านทำการงาน
เกิดมาเป็นคนไทย
ทำกินถิ่นของตัว
ชั่วผิดติดสันดาน
เหตุนั้นควรหมั่นเพียร
อย่ากลั้วมั่วกับคน
ดูจีนในถิ่นไทย
จีนนั้นหมั่นขวนขวาย
บมีบ้านจะอาศัย
ฤควรท้อระย่องาน
ผิทำชั่วก็เป็นพาล
วิบัติกรรมจะนำผล
ริเริ่มเรียนระวังตน
ทุศีลสร้างทุราบาย
เจริญวัยเพราะค้าขาย
ขยันงานและออมสิน



๑๐. อาขยานิกาฉันท์ ๑๑


อักษรศาสตร์ให้
ลุแหล่งพิศาลศานติ์
เป็นมิตรประเสริฐสุด
แนะทางสุโขดม
ยามเศร้าก็เอาอัก –
ระบายระบมวาน
ยามชื่นก็เชิญอัก –
เชลงประวัติชู
คติในพิจารณ์ญาณ
และสนุกมโนรม
มิประทุษและทับถม
ดุจอาตมาจารย์
ษรลักษณ์ลิขิตขาน
ปรชนพินิจดู
ษรลักษณ์ลิขิตตรู
รสรื่นภิรมย์ชม



๑๑. วังสัฏฐฉันท์ ๑๒


จะควรประการใด
ก็อย่ากระทำเฉย
อุส่าห์พยายาม
สถิตเกษมสัง
เพราะทรัพย์ประเสริฐไซร้
มิทุจริตแฝง
และฐานะจะสูงส่ง
คณาประชาหัน
ผิจะได้สวัสดิ์เสวย
ธุระปล่อยมิมุ่งมิหวัง
ผลงามพยุงพลัง
คมคบประจบประแจง
ผิวได้สะดวกแสดง
นิรทุกข์จะสุขจะสันต์
ธนคงอเนกอนันต์
มนนบประณตประนอม



๑๒. อินทวงสฉันท์ ๑๒


ชาติไทยจะไพบูรณ์
ก้าวหน้าประชานันท์
รักชาติประเทศล้น
ศัตรูผิจู่ตอม
เทิดไทยพิทักษ์ไทย
กอบกิจสฤษฎิ์คอย
หวังเพื่อพิพัฒน์ชาติ
ไทยเลิศประเสริฐสรรพ์
สิริพูนมหิทธิ์มหันต์
ก็เพราะไทยทะนุถนอน
ผิวตนจะตายก็ยอม
จะประยุทธ์มิท้อมิถอย
บมิให้ริปูทยอย
อนุกูลกะกันและกัน
ทะนุราษฎร์เจริญจรัล
นรชาติก็สุขเกษม



๑๓. โตฎกฉันท์ ๑๒


นรชาติขยัน
ธุระกอบจิรกาล
จะประสบสุขนิตย์
ผิประสงคกมล
นรใดมิประกอบ
ผลชั่วจะประดัง
บมิสบสิริวัฒน์
เพราะประพฤติ ณ อธรรม
มนมั่นมิละงาน
ก็จะสบศุภผล
เพราะผลิตธนดล
บมิข้องขณะหวัง
กิจชอบฤจิรัง
ดุจฝน ณ วสันต์
จะวิบัติอนันต์
ประลุทุกขะเสมอ



๑๔. ภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒


สวัสดี ณ ปีใหม่
ประสบสุขสนุกเพลิน
พิพัฒน์พลพิมลพักตร์
พิบูรณ์สรรพ์อนันต์ธน
จะตรองตรึกจะนึกคาด
อุดมพัสดุ์พิบัติสูญ
นิราศทุกข์ประยุกต์ธรรม
สถิตโสตถิ์สถาพร
ประสงค์ใดประสิทธิ์เทอญ
ตลอดศกสราญชนม์
พิไลลักษณ์พิทักษ์ผล
อเนกโภคโฉลกพูน
ก็สมมาดมโนกูล
เกษมสันต์นิรันดร
กุศลกรรมวรากร
สวัสดีอุดมเทอญ



๑๕. กมลฉันท์ ๑๒


คณะไทยจะสามารถ
สุจริต ณ จิตมี
ธุระกอบมิชอบเตร่
ละอบายมุขเพลิง
มนมุ่งผดุงชาติ
และกษัตริย์สมรรถชัย
วรรัฐธรรมนูญ
ผิวปัจนึกราญ
ก็เพราะราษฎรดี
สุรศักดิดำเกิง
บมิเหกมลเหลิง
ระอุเผาผะผ่าวใจ
ทะนุศาสนาไทย
อภิวันทนาการ
สิก็ทูนเถลิงสาร
จะสลายเพราะชายไทย


๑๖. วสันตดิลกฉันท์ ๑๔


เชิญเรียนและตั้งกมลเพียร
ใฝ่หาวิชาจะชนะตน
เปรื่องปราชญ์ฉลาดนรขยาด
ก่อเกียรติศักดิ์สินะจะมัว
ชาติไทยไฉนจะละอุสา –
ปราศวิทย์เพราะปราศวิระยะคือ
เกิดมาก็มีสริระพร้อม
ทุกวันเถอะเพียรพิทยะเพ็ญ
บางคนสิท้อเพราะดนุโง่
ปล่อยใจไถลเละเทะเลอะเลย
เถอะนักเรียนจะเห็นผล
บมิต่ำถลำตัว
จะประมาทก็เกรงกลัว
เงอะงะโง่จะดีหรือ
หะมิกล้าจะฝึกปรือ
ติณแห้งพินิจเห็น
ฤจะยอมจะยากเย็น
นิจกาลก็ชินเคย
อะพิโธ่พิถังเอ๋ย
ก็ประสบวิบัติพลัน


๑๗. มาลินีฉันท์ ๑๕



ประลุวรศุภมงคล
สบดิถีดล
เถลิงชัย
วิคตอลสะใส่ใจวิทยาศัย
เถอะนักเรียน
สุจิปุริมิละพากเพียรจงอุส่าห์เขียน
และอ่านไป
สุจริตสละเหลวไหลซื่อสนิทใน
กมลเทอญ


๑๘. ประภัททกฉันท์ ๑๕


ศุภดิถิวารฤกษ์กมลเบิก
ณ พรรษกาล
สมณะละภาระงานอธิษฐาน
กระทำกุศล
สถิต ณ วัดเพราะตนละทุรมล
ละเวรและกรรม
อนุสติพุทธนำแนะนรทำ
กุศลและทาน


๑๙. วาณินีฉันท์ ๑๖


อรุณก็เปล่งประภาบุรทิศา
สว่างกระจ่างใส
ทิชคณะบินดะไปนภคระไล
เตลิดกระเจิดเจิง
และผิวปะเหยื่อก็เริงประหสะเหลิง
ระร่อนถลาลม
ปฏิทินนกก็ชมพิภพสม
กะธรรมชาติสรรค์



๒๐. กุสุมิตลดาเวลลิตาฉันท์ ๑๘


โอ้แสนเสียดายวรนุชวิไลคราจะจากไกล
เทวษครัน
สั่งสารโศกศัลย์ร่ำพจิจะมิละกันยอดพธูฉัน
จะจำลา
อยู่เถิดนิ่มนงคราญศุภนยนะคราคลาดสุกัญญา
ก็อาดูร
ถึงตัวไกลใจพี่ก็จะสถิตพูนรักมิเสื่อมศูนย์
นะน้องนาง



๒๑. เมฆวิปผุชชิตาฉันท์ ๑๙
คลิกที่ภาพเพื่อขยาย


จะจากบ้านเกิดเมื่อนอนกมลระอุถอน
ทุกข์อาวรณ์มิสำราญ
เพราะเคยอยู่กินถิ่นเดิมรมยมนบาน
ไกลสถานปานจะสิ้นชนม์
ละเพื่อนร่วมจิตคิดแทบมรณะเพราะละลน
ใจก็กังวลมิลืมเลือน
พิโธ่เอ๋ยเคยเชยชิดสมิตสหเยือน
จากจะเป็นเหมือนกะจากตาย



๒๒. สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙


พร้อมเบญจางคประดิษฐ์สฤษฎิสดุดี
กายจิตวจีไตรทวาร
ไหว้คุณองค์พระสุคตอนาวรณญาณ
ยอดศาสดาจารย์มุนี
อีกคุณสุนทรธรรมคัมภิรวิธี
พุทธพจน์ประชุมตรีปิฎก
ทั้งคุณสงฆพิสุทธศาสนดิลก
สัมพุทธสาวกนิกร



๒๓. อีทิสฉันท์ ๒๐
คลิกที่ภาพเพื่อขยาย


เล็งไศลลำเนาพนัสดำบลวิถีก็ทั่วธราช ธ ยล
ถนัดพลัน
องค์อิศวรอุมาภิรมย์อรัญชไมมเหศวร์ก็เหิมก็หรรษ์
รโหฐาน
เราชะล่าละลาบละล้วงก็ปานฉะนี้แหละจึงประจักษ์วิการ
วิกลเป็น
องค์อิลาก็คลาประณตพระเพ็ญสวัสดิ์ประสบพระเนตรพระเห็น
ก็กริ้วกราด
เหม่อิลาชะล่าไฉนประพาสบ กลัว บ เกรงกระทุอุอาจ
อหังการ์
เราแหละสาปแหละสรรฉะนี้แหละสากะใจละเจ้าแน่ะนางอิลา
จะทำไฉน



๒๔. สัทธราฉันท์ ๒๑


ลำดับนั้นวัสการพราหมณ์
แต่อุบายงาม
ปวงโอรสลิจฉวีดำ
คัญประดุจคำ
ไป่เหลือเลยสักองค์อัน
ขาดสมัครพันธ์
ต่างองค์นำความมิงามทูล
แห่ง ธ โดยมูล
แตกร้าวก้าวร้ายก็ป้ายปาน
รีละน้อยตาม
ธ ก็ยุศิษยตาม
ฉงนงำ
ริ ณ วิรุธก็สำ
ธ เสกสรร
มิละปิยสหฉันท์
ก็อาดูร
พระชนกอดิสูร
ปวัตติ์ความ
ลุวรบิดรลาม
ณ เหตุผล

ขอบคุณที่มา : http://thaiarc.tu.ac.th/poetry/chan/index.html
ฉันท์เพิ่มเติม

(อยู่ในระหว่างการรวบรวมและจัดทำ)

ฉันท์ในสมัยพระเวท

(อยู่ในระหว่างการรวบรวมและจัดทำ)

ฉันท์ในสมัยมหากาพย์

(อยู่ในระหว่างการรวบรวมและจัดทำ)