เรามุ่งมั่นที่จะรวบรวมหลักการประพันธ์ทั้งหลายไว้ ไม่ว่าจะเป็น โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ร่าย ลิลิต และกลบท นับแต่ครั้งโบราณมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้ลูกหลานและผู้ที่สนใจได้ศึกษา และดำรงคงไว้ให้คู่กับชาติไทยสืบไป
กำลังโหลด...

โคลง

โคลง คือคำประพันธ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีวิธีเรียบเรียงถ้อยคำ เข้าคณะ มีกำหนดเอกโท และสัมผัส แต่มิได้บัญญัติ บังคับ ครุลหุ โคลงแบ่งออกเป็น ๓ ชนิด คือ

๑.โคลงสุภาพ
    ๑.๑ โคลง ๒ สุภาพ


มารดาสอนไว้

หมั่นน้อมคำนึง

จงอย่าลืมเลือนให้

เนืองเทอญ

    ๑.๒ โคลง ๓ สุภาพ




คนใดใจการุญ
นับว่าเป็นมิตรแท้


มีบุญคุณเปี่ยมแปล้
เที่ยงแท้เกลอขวัญเที่ยวนา

    ๑.๓ โคลง ๔ สุภาพ




เสียงลือเสียงเล่าอ้าง
เสียงย่อมยอยศใคร
สองเขือพี่หลับใหล
สองพี่คิดเองอ้า


อันใด  พี่เอย
ทั่วหล้า
ลืมตื่น  ฤๅพี่
อย่าได้ถามเผือ

    ๑.๔ โคลง ๕ (โคลงมณฑกคติ)
            โคลง ๕ หรือบางทีเรียกว่า โคลงมณฑกคติ เพราะมีลีลาประดุจทางเดินของกบ คือ กระโดดก้าวข้ามเป็นตอนๆ เป็นคำประพันธ์ที่ปรากฏอยู่ในวรรณกรรมไทยเพียงเรื่องเดียวคือ ลิลิตโองการแช่งน้ำ พระโหราธิบดีได้กล่าวึงลักษณะของชนิดโคลงนี้ไว้ในหนังสือจินดามณีว่า ประกอบด้วย วรรคหรือบาทละ ๕ คำ บังคับเอกโท เช่นเดียวกับโคลงทั่วไป แต่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้ และบอกไม่ได้ ว่ามีการวางรูปแบบเป็นอย่างไร
            ตัวอย่าง
แลมีค่ำมิ่วนน กินสาลีเปลือกปล้อน บมีผู้ต้อนแต่ง บรรณาฯ 
เลือกผู้ยิ่งยศสา เปนราชาอคร้าว เรียกนามสมมตจ้าว จึ่งต้องท้าวเจ้าแผ่นดินฯ
-จาก ลิลิตโองการแช่งน้ำ-

    ๑.๕  โคลง ๔ จัตวาทัณฑี


จัตวาทัณฑีชื่ออ้าง
สัมผัสจัดโยงแผน
บัญญัติจัดอย่างโคลง
เอกเจ็ดสี่โทให้
ครรโลง
ผูกไว้
สี่สุภาพ นั้นนา
หมั่นซ้อมเสมอเสมอ

    ๑.๖  โคลง ๔ ตรีพิธพรรณ




ตรีพิธพรรณชื่ออ้าง
สัมผัสโยงดั่งแผน
บัญญัติอื่นดุจโคลง
เอกเจ็ดสี่โทให้


ครรโลง
ผูกไว้
สี่สุภาพ นั้นนา
หัดซ้อมเสมอเสมอ

    ๑.๗  โคลงกระทู้

กระทู้เดี่ยว
     รัก    อาตม์ญาติเพื่อนพ้อง
ชาติ      ยิ่งเหนือสิ่งไร
ยิ่ง         ราษฎร์ร่วมรักไม
ชีพ       สละเพื่อชาติแล้
เพียงใด ก็ดี
รักแท้
ตรีมิตร สมานแฮ
ชาติเรื้องอารยัน

กระทู้สอง
   ลูกรักพ่อรักเจ้าจริงเจียว  แม่เอย
ลูกใคร่เรียนพ่อเหลียวรับใช้
ดวงใจพ่อดวงเดียวรักแม่  นะแม่
ของพ่อมีมอบให้หมดสิ้นศฤงคาร

กระทู้สาม
    อย่าเมาศักดิ์
อย่ามักมาก
อย่าถากถาง
อย่าหมิ่นคน
สร้างเขื่อน
มุ่งขน
ถลากถลน
ค่อนได้
ข่มคน
แต่ได้
แนมเหน็บ  เขานา
เคาะเค้นคุยโต

กระทู้สี่
    อย่าทำความชั่ว
อย่ามั่วคนพาล
อย่าหาญต่อศึก
อย่าฮึกสู้เสือ
ให้
ริ
ตริ
กล้า
ปราชญ์ติ เตือนแฮ
ชั่วช้า
ตรองชอบ ก่อนนา
จักม้วยเพราะเสือ

๒.โคลงดั้น
    ๒.๑  โคลง ๒ ดั้น


ลมโชยชวนชื่อให้จิตผ่องพักตร์แผ้วไสร้  สร่างศัลย

    ๒.๒  โคลง ๓ ดั้น



ยลบัญญัติโคลงสาม
กฎดั่งโคลงต้นนั้น


นามบันลือชื่อดั้น
อย่าลืม

    ๒.๓  โคลงดั้นวิวิธมาลี
  จักนำโคลงสี่ดั้น
นามวิวิธมาลี
ผิดแบบดั่งภิปราย
จำอย่าลืมสู้ซ้อม
   เอกเจ็ดโทสี่ถ้วน
จำอย่าสลับเผลอ
สองบทอย่าคลางแคลง
หากไป่เพราะล้ำให้
บรรยาย แบบแฮ
เร่งรู้
คราวก่อนอีกแล
สม่ำเสมอ
สำแดง แบบแฮ
เพลี่ยงพล้ำ
เขียนคู่ กันนา
หมั่นตรอง

    ๒.๔ โคลงดั้นบาทกุญชร



   จักนำโคลงสี่ดั้น
นามว่าบาทกุญชร
สัมผัสดั่งแผนหมาย
จำอย่าลืมแล้วต้อง
   เอกเจ็ดโทสี่ถ้วน
จำอย่าสลับเผลอ
สองบทอย่าคลางแคลง
หากไป่เพราะล้ำพริ้ง


บรรยาย แบบแฮ
ชื่อพร้อง
เรียงถี่ กันรา
หมั่นเสมอ
สำแดง แบบแฮ
เพลี่ยงพล้ำ
เขียนคู่ กันนา
เร่งตรอง

    ๒.๕ โคลงดั้นตรีพิธพรรณ



   ตรีพิธพรรณชื่อดั้น
ดุจวิวิธมาลี
โทสี่เอกเจ็ดหมาย
จำอย่าลืมฟั้นถ้อย
   เกลาพจน์ไพเราะต้อง
เลือกกลั่นตามวิธี
หมายเหมาะหมั่นใจนำ
อาจจะขจัดขึ้งให้


บรรยาย แบบแฮ
เล่ห์นั้น
มีดั่ง แผนแฮ
ถูกความ
กรองคำ ควรแฮ
มีซึ้ง
บรรจุ ลงเทอญ
หื่นหรรษ์

    ๒.๖ โคลงดั้นจัตวาทัณฑี



   โคลงสี่มีชื่อดั้น
จัตวาทัณฑี
โทสี่เอกเจ็ดหมาย
เผยพจน์แผ่กว้างให้
   เกลาพจน์ไพเราะต้อง
ตามแบบบรรพาจารย์
หมายเหมาะมั่นใจนำ
จักเสนาะเราะใช้ถ้อย


บรรยาย แบบแฮ
ชื่ออ้าง
มีดั่ง แผนแฮ
ศึกษา
กรองคำ ควรแฮ
แจกไว้
บรรจุ ลงเทอญ
ถูกทาง

๓.โคลงโบราณ
    ๓.๑ โคลงวิชุมาลี



   โฉมเฉิดเลิศล้ำลักษณ์เชื้อ
ฤๅว่าอัปสรสวรรค์
เรียมมองมุ่นใจจินต์
ลืมอาตม์จนเจ้าจาก


เทพิน
แบ่งภาค
จนเหม่อ
จรไกล

    ๓.๒ โคลงมหาวิชชุมาลี
เหมือนโคลงวิชุมาลี แต่เพิ่มคำสุดท้ายเข้าไปอีก ๒ คำ


   โฉมเฉิดเลิศล้ำลักษณ์เชื้อ
ฤๅว่าอัปสรสวรรค์
เรียมมองมุ่นใจจินต์
ลืมอาตม์จนเจ้าจาก
เทพิน
แบ่งภาค
จนเหม่อ
จึ่งรู้สึกสกนธ์

    ๓.๓ โคลงจิตรลดา



   โฉมแม่ผ่องพักตร์เพื้อง
ใจแม่ผ่องใสสุทธิ์
สบโชคเทพบันดาล
จึ่งมาพบเจ้าที่


เพ็ญจันทร์
สร่างเศร้า
ดลจิต
หัวหิน

    ๓.๔ โคลงมหาจิตรลดา
เหมือนโคลงจิตรลดา แต่เพิ่มคำสุดท้ายเข้าไปอีก ๒ คำ


   โฉมแม่ผ่องพักตร์เพื้อง
ใจแม่ผ่องใสสุทธิ์
สบโชคเทพบันดาล
จึ่งมาพบเจ้าที่
เพ็ญจันทร์
สร่างเศร้า
ดลจิต
หาดเจ้าสำราญ

    ๓.๕ โคลงสุนธุมาลี


   บังคมบิตุเรศแล้
ก่อกำเนิดชันษา
บำรุงเลี้ยงเรามา
พระคุณพระผ่องแผ้ว


มารดา
ใหญ่แล้ว
เหนื่อยยาก
พูนสรวง

    ๓.๖ โคลงมหาสินธุมาลี
เหมือนโคลงสินธุมาลี แต่เพิ่มคำสุดท้ายเข้าไปอีก ๒ คำ


   บังคมบิตุเรศแล้
ก่อกำเนิดชันษา
บำรุงเลี้ยงเรามา
พระคุณพระผ่องแผ้ว
มารดา
ใหญ่แล้ว
เหนื่อยยาก
พูนโลกทั้งสาม

    ๓.๗ โคลงนันททายี



   สายลมเสียงเพลงทั้ง
ก่อเกิดฤดีเตือน
ธรรมชาติชีวิต
ทราบชัดปัดสร้อยเศร้า


ดนตรี
จิตคล้อย
ของคู่
เสื่อมคลาย

    ๓.๘ โคลงมหานันททายี
เหมือนโคลงนันททายี แต่เพิ่มคำสุดท้ายเข้าไปอีก ๒ คำ


   สายลมเสียงเพลงทั้ง
ก่อเกิดฤดีเตือน
ธรรมชาติชีวิต
ทราบชัดปัดสร้อยเศร้า
ดนตรี
จิตคล้อย
ของคู่
เสื่อมสิ้นสบสวรรค์

ข้อบังคับ หรือบัญญัติของโคลง


การแต่งโคลง จะต้องมีลักษณะบังคับ หรือบัญญัติ ๖ อย่าง คือ
๑. คณะ
๒. พยางค์
๓. สัมผัส
๔. เอกโท
๕. คำเป็นคำตาย
๖. คำสร้อย


คำสุภาพในโคลงนั้น มีความหมายเป็น ๒ อย่าง คือ
      ๑. หมายถึง คำที่ไม่มีเครื่องหมาย วรรณยุกต์เอกโท
      ๒. หมายถึง การบังคับคณะ และสัมผัสอย่างเรียบๆไม่โลดโผน

      ฉะนั้น คำสุภาพในฉันทลักษณ์ จึงผิดกับคำสุภาพมนวจีวิภาค เพระาในวจีวิภาค หมายถึง คำพูดที่เรียบร้อย ไม่หยาบโลน ไม่เปรียบเทียบกับของหยาบ หรือไม่เป็นคำที่มีสำเนียงและสำนวนผวนมาเป็นคำหยาบ ซึ่งนับอยู่ในประเภทคำราชาศัพท์

หลักการแต่งโคลง
 >>>๑. สัมผัส นอกจากสัมผัสนอกแล้วควาฃรมีสัมผัสในอีกสองอย่างคือ
ก. สัมผัสภายในวรรค
ข. สัมผัสพยัญชนะระหว่างวรรคในบาทเดียวกัน
>>>๒. คำที่เจ็ดของบาทที่หนึ่ง คำที่ห้าของบาทที่สองและสาม กับคำสุดท้ายของวรรคที่ของบาทที่สี่ไม่ควรใช้คำที่มีรูปของวรรณยุกต์ ถ้าใช้เสียงจัตวาจะไพเราะยิ่งขึ้น
>>>๓. ตำแหน่งเอก ใช้คำที่มีรูปเอกหรือคำตายเท่านั้น  ตำแหน่งโท ใช้คำที่มีรูปโทเท่านั้น
>>>๔. คำสร้อย ให้เขียนห่างเล็กน้อยเมื่อความในวรรคหน้ายังไม่เต็มความ
>>>๕. การสลับเอกโท ในบาทแรกของโคลงสี่สุภาพ ให้คำที่ ๔ ที่มีตำแหน่งอกสลับกับคำที่ห้าที่มีตำแหน่งโทได้ ตามตำราโคลงเรียกว่ ดุล
>>>๖. โคลงสี่สุภาพหนึ่งบทจะมี ๓๐ คำบ้าง ๓๒ คำบ้าง ๓๔ คำบ้าง ๓๖ คำบ้าง
>>>๗. บาทแรกต้องย่อหน้าทุกครั้ง
>>>๘. ถ้าแต่งหลายบทเป็นเรื่องเป็นราวอย่างลิลิตต้องมีสัมผัสเชื่อมระหว่างบท หรือที่เรียกว่า ร้อยโคลง เช่น


ดังตัวอย่างคำสุดท้ายของบาทที่สี่ จะสัมผัสสระกับคำที่ ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ ของบทใหม่